ข้องใจพระเจ้าแต่ไม่กล้าถาม

เมื่อท่านอ่านสาระสั้นๆเรื่องนี้จบแล้ว ลองเดาใจศิษยาภิบาลดูที่ว่า ศิษยาภิบาลกำลังจะพูดความในใจอะไรกับท่านอะไร

เศรษฐีคนที่1 “นี่คุณ ผมละข้องใจพระเจ้าจริงๆ อยากจะถามพระองค์หลายครั้งแล้วว่า ทำไมพระองค์จึงปล่อยให้คนยากจนเดินยั้วเยี้ยเต็มเมืองอยู่อย่างนี้

เศรษฐีคนที่2 “แล้วมัวรออะไรอยู่ล่ะ”

เศรษฐีคนที่1 “ผมกลัวพระองค์จะถามผมด้วยคำถามเดียวกันนี้ น่ะซี”

15 Comments »

  1. ผู้ผ่านมาเยี่ยม said,

    August 15, 2007 @ 9:59

    555 ขำแต่หัวเราะไม่ออก เพราะมันเป็นเหมือนชีวิตจริง
    ผมอ่านแล้วลองประยุกต์เข้ากับเรื่องอื่นๆด้วย ยิ่งเห็นลึกซึ้งขึ้นไปใหญ่เลย
    เช่น
    - พี่น้องที่ประสบความทุกข์ยากลำบาก
    - คนที่ท้อใจหมดหวัง
    - ญาติๆที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า
    - ฯลฯ
    ขอบคุณครับอาจารย์ประยูร…ถูกใจมากครับ

  2. Suwannee said,

    August 15, 2007 @ 10:22

    รู้สึกว่าเป็นคำถามที่ปลุกให้ตื่นค่ะ

  3. พัชรี said,

    August 15, 2007 @ 14:34

    ขอถามพระเจ้าว่าข้าพระองค์ควรทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนจนเหล่านี้
    พระเจ้าคงไม่ตอบโง่ๆว่า เอาเงินของเจ้าไปแจกซิ เพราะเคยทำแล้วพวกคนจนก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก แถมรักเงินมากขึ้นๆ
    เออ ศ.บ.ต้องการสอนอะไรคะ ยอมแพ้ ตอบไม่ได้คะ

  4. Suwannee said,

    August 15, 2007 @ 17:03

    โปรดสังเกตว่าเรื่องนี้ เศรษฐี 2 คนคุยกันค่ะ

  5. อ.ประยูร said,

    August 17, 2007 @ 11:24

    ขอขอบคุณท่านผู้ผ่านมาเยี่ยม และคุณ Suwannee
    ขอตอบคุณ พัชรี ว่า ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะตอบว่า “เอาเงินของเจ้าไปแจกซิ” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคำตอบที่โง่ๆแต่อย่างไร แต่เป็นคำตอบที่ฉลาดหลักแหลมและแฝงไว้ด้วยเสรีภาพสำหรับเศรษฐีที่มีเงิน ว่าจะเอาเงินไปแจกวิธีที่ชาญฉลาดแบบไหนก็ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละท้องที่ แต่ถ้าวิธีที่เคยทำนั้นไม่ได้ช่วย ก็ต้องใช้สติปัญญาหาวิธีใหม่ที่ดีกว่า แต่ถ้าจนปัญญาจริงๆ พระเจ้าก็ยังเป็นแหล่งสติปัญญาสำหรับเราที่จะขอจากพระองค์ได้แบบ “ไม่อั้น” เลยนะ
    ความจริงพระเยซูเคยตอบทำนองเดียวกันนี้ครั้งหนึ่งกับเศรษฐีคนหนึ่งที่ปรากฎในพระธรรม มธ.19:21
    ผมคิดว่า . . . คำตอบที่ว่า “เอาเงินของเจ้าไปแจกซิ” นั้นไม่น่าจะใช่ตัวกำหนดว่าอะไรโง่หรืออะไรไม่โง่ แต่วิธีแจกต่างหากที่ใช่เลย (ขออนุญาติกระซิบจากใจเบาๆเป็นตัวอักษรว่า “แล้วอย่า . . . เอาเงินไปแจกแบบที่เคยทำอีกนะ” เพราะโดยปกติแล้ว คนเราจะไม่เหยียบขี้หมากองเดียวกันสองหน)

  6. พัชรี said,

    August 17, 2007 @ 16:06

    ขอขอบคุณอาจารย์ประยูรคะ ขออ.อธิษฐานเผื่อที่จะมีปัญญาจากพระเจ้าด้วยคะ

  7. p.p said,

    August 23, 2007 @ 20:56

    มีคนเคยพูดว่าเค้าจะไม่ยอมเหยียบขี้หมากองเดียวกันถึงสองหน แล้วถ้าเป้นขี้หมาคนละกองล่ะคะ
    คนคนนึงจะเหยียบขี้หมาในชีวิตสักกี่หน ขอโทษนะคะที่ไม่เกี่ยวกับtopicเลย ไม่ได้ต้องการคำตอบหรอกค่ะ พอดีอ่านแล้วคิดถึงที่เคยได้ยินขึ้นมา

  8. Na, Pattaya said,

    August 24, 2007 @ 9:41

    นาเองนะค่ะอาจารย์ ที่เจอกันค่ายสตรีนะค่ะ วันนี้เข้ามาแล้วในBlog ขอเสนอความคิดเห็นบ้างนะค่ะ
    1.) ให้คนที่มีรู้จักเรียนรู้ในการที่จะให้ (การเสียสละ) การช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่นเหมือนอย่างที่องค์พระเยซูคริสต์ทรงทำเป็นแบบอย่างให้กับเรา 2.) เมื่อเรารู้ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง หรือช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร แล้วทำไมไม่ทำ?

  9. พัชรี said,

    August 24, 2007 @ 14:56

    555กลัวขี้หมาอีกกองจัง ความเห็นของคุณp.pน่าคิดนะ

  10. smlhp said,

    August 29, 2007 @ 22:24

    ขี้มา.. ถ้าเหลือบตามองพื้นที่เราจะเดิน+เดินด้วยความระมัดระวังซักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นกองไหนๆ เราก็คงไม่เหยียบ(เว้วเสียจะตั้งใจเหยียบ) เลือกเดินที่ที่มันสว่างๆ+สะอาดๆหน่อยดีมะนะคะพี่น้อง
    55 ไม่เกี่ยวกะ topic หลักเหมือนกัน

  11. ธนกร ศิริสมุทร said,

    September 16, 2007 @ 17:06

    เรียนศิษยาภิบาลครับ,
    ผมทำงานที่ศิริราชครับ ตอนนี้ฝ่ายกิจการนักศึกษา ได้กำลังรับสมัคร นักดนตรีจิตอาสามาเล่นเพลง ขับร้องเพลงให้ผู้ป่วยฟัง ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 12.00 - 14.00 น.
    ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของคริสเตียนในด้านการขับร้อง การเล่นเปียโน ถึงผมไม่เป้นคริสเตียน แต่ เวลาเห็นเขาเล่นเปียโนทีไรก็คิดว่า คริสเตียนจะเล่นได้ดีกว่านี้อีก (เชื่อแบบนั้น)
    อยากเชิญชวนให้มาทำพันธิกิจทีนี่ครับ มาขับร้องเพลง มาเล่นเปียโน มาประกาศความรักขององค์พระเยซูคริสต์ที่นี่ คนป่วยจะได้มีกำลังใจ คนเดินผ่านไปผ่านมาจะได้ รับรู้ถึงพระสิริของพระเจ้า
    ถ้าสนใจ อยากแบ่งปันความรักของพระเจ้า เรียนเชิญสอบถามที่ ฝ่ายกิจการนักศึกษา โทร. 024197616 ในวัน-เวลาราชการครับ

    ขอบคุณครับ

  12. พรพิมล said,

    September 21, 2007 @ 17:38

    รู้สึกพี่น้องจะสนใจเรื่องขี้หมามากกว่าเรื่องการช่วยเหลือคนยากจนอีกนะคะ

    ว่าแต่ว่าวันนี้พี่เอสเธอร์มีเรื่องจะแบ่งปันให้ฟัง รับรองว่าไม่ใช่เรื่อง(ขี้)หมาๆแน่
    เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพี่ได้ไปพบครอบครัวหนึ่งมีคุณยายอายุ 83 และลูกชายอายุประมาณ 40 พิการครึ่งซีกโดยอุบัติเหตุตั้งแต่อายุ 10 ขวบ อาศัยอยู่ในรูหนู (ขออนุญาติไม่ใช้คำว่าบ้านแต่เป็นรูหนูจริง)ติดกับลำคลองน้ำเน่าๆมา20 ปี บางวันก็มีเพื่อนบ้านเลื้อยเข้ามาเยี่ยมเยียนให้เสียวสยอง สภาพในรูไม่มีอะไรยกเว้น TV เล็กๆหนึ่งเครื่องที่เพื่อนบ้านเอามายืมให้ดู หม้อข้าวหนึ่งใบ เตาหนึ่งลูก ทุกอย่างมองไปรอบตัวมีแต่ความเสื่อมโทรม กลิ่นเหม็นมาก ทุกวันเพื่อนบ้านจะซื้ออาหารสำเร็จมาให้ 2 ถุงเพื่อยังชีพ ลูกชายที่พิการพอเดินได้แต่ทำงานหนักไม่ได้พยายามช่วยเหลือตัวเองโดยรับเอาสลากมากขายได้รายได้เดือนละประมาณ 1000 บาท พวกน้องๆเคยออกไปนอกคริสตจักรและพบเห็นอย่างนี้บ้างไหม และอยากเห็นไหม? น้องๆจะเชื่อไหม ถ้าพี่จะบอกพวกน้องว่าวันนี้พระเยซูได้ไปเยี่ยมพวกเขาแล้ว และพระองค์กำลังรอดูว่าจะมีผู้เชื่อที่นมัสการพระองค์คนไหนจะหยิบยื่นอะไรให้แก่”เพื่อน” ของพระองค์ได้บ้าง

    พูดถึงคนยากจนและด้วยโอกาสแล้วอดไม่ได้ที่จะเล่าให้พวกน้องๆฟังเพื่อเราจะไคร่ครวญดูว่าเราเป็นคริสเตียนแบบไหน - เคยมีคนที่วางตัวเองว่าเป็น “ผู้ใหญ่” ที่น่ายำเกรงในคริสตจักร”พ่นพิษ” ใส่พี่ต่อหน้าท่านศิษยาภิบาล ว่า “มีคนในสภาพอย่างนี้มากมายในประเทศไทย คุณช่วยเขาไม่ได้หรอก อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ไม่เคยดูรายการทางช่อง 7 หรือไงเขาออกรายการเรื่องคนพวกนี้ทุกวัน” ขณะที่”ท่าน”พ่นพิษอยู่นั้น น้ำตาของพี่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความโกรธหรือเจ็บกับคำพูดของ”ท่าน” แต่เป็นน้ำตาของพระเยซูที่ไหลออกมาด้วยความปวดร้าวใจ ตอนนั้นพี่รู้สึกอยากจะสะอื้นออกมาเสียจริงๆ

    ถ้าคริสตจักรจะขาดฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจก็อย่าแปลกใจเลยพี่น้องเอ๋ย ตราบใดที่เรายังมีสุนัขจิ้งจอกในคราบผู้เลี้ยงแกะปกครองเราอยู่ (เอ้า..เผลอพูดเรื่องขี้หมาอีกแล้ว!)

    เออ..ถ้าเราไม่ได้ไปเห็นก็ไปอย่างหนึ่งนะ แต่นี่ได้ไปเห็นและรู้เรื่องพวกเขาแล้ว จะให้พี่หันหนีทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็คงทำไม่ได้ คนที่ไม่มีพระเจ้าเขายังมีศีลธรรมมากกว่าคริสเตียนบางคนตั้งเยอะ ในเมื่อพระเจ้าตั้งให้เราเป็นความสว่าง เราจะเอาถังมาครอบหัวเราไว้จะได้หรือ

    พี่กำลังระดมเงินถวายเพื่อซื้อที่นอนหมอนมุ้ง เครื่องอุปโภคบริโภคบางอย่างเพื่อให้ครอบครัวนี้สามารถมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นคน เพื่อให้พวกเขารู้ว่าพระเยซูห่วงเขา สนใจเขาและรักเขา

    มีใครอยากจะถวายเพื่อร่วมภาระนี้กับพระเยซูบ้าง???? ไม่ต้องถวายเป็นเงินล้านหรอก นั่นก็เกินปาย….

    เดี๋ยวจะส่งรูปและประวัติครอบครัวนี้มาให้ดู ถ้ามีภาระใจ โทรหาพี่เอสเธอร์นะคะ เบอร์ 087-9112870 ขอเร็วด้วยเพราะตอนนี้มีคนอื่นกำลังซ่อมรูของพวกเขาให้เป็นบ้านเล็กๆที่พออยู่ได้ ส่วนพี่ได้อาสาที่จะหาทุนช่วยในสิ่งจำเป็นเพื่อดำรงชีพ
    น้องๆจะร่วมด้วยกับพี่ได้ไหมคะ

    อย่าลืมเบอร์พี่ 087-9112870 จะนั่งคอยนอนคอยเลยทีเดียว!

  13. พรพิมล said,

    September 21, 2007 @ 18:08

    พี่น้องใจสมานที่รัก
    นี่คือประวัติครอบครัวของคุณปิยะที่พี่เอสเธอร์กำลังระดมทุนให้ความช่วยเหลือ หากใครอยากร่วมภาระใจกับพระเยซู โทรติดต่อพี่เอสเธอร์โดยด่วนเลยนะคะ 087-9112870
    มีหน่วยงานอื่นกำลังให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านให้ และพี่เอสเธอร์มีภาระใจที่ช่วยจัดหาเครื่องใช้ต่างๆเพื่อพวกเขาจะสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    พี่พยายามส่งภาพมาให้ดู แต่ไม่ทราบทำใมส่งมาด้วยไม่ได้ไม่ทราบ ใครอยากดูของจริงก็บอกมาจะพาไปดู แต่ต้องรวบรวมไปกันสักสองสมาคนนะคะ

    ครอบครัวคุณปิยะ ตันสุวรรณรัตน์
    54 หมู่ 5 เกษตร จตุจักร กรุงเทพมหานคร
    ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัว

    คุณปิยะ อาศัยอยู่กับครอบครัวของตน ซึ่งสมาชิกภายในบ้านมีทั้งหมด จำนวน 2 คน ได้แก่
    1. คุณปิยะ ตันสุวรรณรัตน์ อายุ 39 ปี
    2. คุณยายลาส ตันสุวรรณรัตน์ อายุ 83 ปี มารดา

    ปัญหาและสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว

    ปัจจุบันมีรายได้ของครอบครัวมาจากคุณปิยะ แต่ก็ไม่มากเนื่องจากคุณปิยะ เป็นอัมพาตครึ่งซีก รายได้ก็มาจากชาวชุมชนจ้างทำงานต่างๆ เช่น เฝ้าศพ จากการขายล็อตเตอรี่ ส่วนคุณยายไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากชราภาพมาก ครอบครัวของคุณปิยะได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านในชุมชน เช่น ให้ข้าวสาร หรืออาหารต่างๆ

    ความจำเป็นในการสร้างบ้าน

    ในปัจจุบันครอบครัวของคุณปิยะ อาศัยอยู่กับมารดา ในบ้านซึ่งปลุกอยู่ข้างคลอง ส่วนลักษณะของบ้านที่อาศัยมีลักษณะคับแคบมีห้องโถง 1-ห้อง-ค่อนข้างแออัด-ภายในบ้านไม่มีการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน-แต่ทั้งนี้บ้านเรือนของคุณปิยะ ทรุดโทรมมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ฝาบ้านก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งคุณปิยะเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องสัตว์เลื้อยคลาน ที่อาจทำอันตรายแก่ตนและมารดาได้ แต่ก็ต้องทนอยู่โดยไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าวันไหน ลมจะพัดเอาบ้านที่ไม่น่าจะเรียกว่าบ้านไป ทุกคนในบ้าน ต้องการบ้านที่เรียกว่าบ้าน แต่ทั้งนี้ยังขาดกำลังทรัพย์ที่จะสร้างบ้านหลังใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างชีวิต

  14. พรพิมล said,

    September 23, 2007 @ 23:50

    พี่เอสเธอร์พยายามส่งภาพของครอบครัวคุณปิยะมาพร้อมข้อความแต่ทำใมภาพไม่มาก็ไม่ทราบ อยากให้เห็นสภาพของพวกเขาจังเลย เดี๋ยวจะพยายยามอีกครั้งนะคะ ไม่ทราบว่าจะสำเร็จหรือไม่ พี่ไม่ค่อยชำนาญกับเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนี้เท่าใดนัก

  15. อ.ประยูร said,

    September 29, 2007 @ 11:03

    ใคร - ผู้ใด - มีภาระใจ มากน้อยแค่ไหน ไม่เป็นไร ขอมีส่วนร่วมตามกำลัง . . .

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

Leave a Comment